พฤศจิกายน 25, 2014, 12:23:50 AM
2824 กระทู้ - 697 หัวข้อ - 926 สมาชิก

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปเนื้อหาการบรรยายของท่านอาจารย์โกมินทร์ อินทร์จรัสพงษ์ หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบภายใน รุ่น ๓  (อ่าน 9761 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

อ๊อด พรพรหม

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 82
  • คิดนอกกรอบ แต่ไม่ได้นอกคอก
    • ดูรายละเอียด
เนื่องจากไม่สามารถนำไฟล์ powerpoint บรรยายการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น รุ่น ๓ วันที่ ๒๗ สิงหาคม - ๑ กันยายน ๒๕๕๕ ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น   ของท่านอาจารย์ โกมินทร์ อินทร์จรัสพงษ์  สน.คท. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  มาลงในหน้าเว็ปไซต์ ให้สมาชิกชมรมดาว์นโหลดได้  ดังนั้น จึงขอเผยแพร่เนื้อหาการบรรยายดังกล่าว สรุปในประเด็นสำคัญไว้ดังนี้

ประเด็นการจำแนกงบประมาณ
- แบบเดิม จะยึดบัญชีจำแนกรายจ่ายงบประมาณ  หนังสือด่วนมาก ที่ มท ๐๓๑๓.๔/ว ๒๗๘๗ ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จะกำหนดว่าอะไรเป็นวัสดุโดยสภาพ และครุภัณฑ์โดยสภาพ นอกเหนือฯลฯ ให้ดูเกณฑ์อายุการใช้งาน ๑ ปี ตัวอย่างสิ่งของวัสดุโดยสภาพนอกเหนือจากนี้  เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดละ ๒,๐๐๐ บาท ๑๐๐ ชุด รวม ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ตั้งไว้ในหมวดค่าครุภัณฑ์ เพราะโดยสภาพอยู่ในบัญชีจำแนกงบประมาณ ถือว่าเป็นครุภัณฑ์
-      แบบ ELAAS รูปแบบงบประมาณที่ใช้แบบบัญชีคอมพิวเตอร์  การพิจารณาสิ่งใดเป็นครุภัณฑ์ให้ยึดมาตรฐานสำนักงบประมาณก่อน ถ้าสำนักงบประมาณตั้งเป็นครุภัณฑ์ ก็ตั้งครุภัณฑ์ แต่ถ้านอกเหนือจากมาตรฐานสำนักงบประมาณ ให้ยึดมาตรฐานกระทรวง ICT จะระบุว่าอะไรบ้างเป็นครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ แต่ถ้านอกเหนือจากนี้แล้ว ให้ดูคำนิยาม เพื่อใช้จำแนก สิ่งใดวัสดุ สิ่งใดครุภัณฑ์ หลักคือ  (๑.) สิ่งใดเสื่อมสภาพจากการใช้งานถือเป็นวัสดุทั้งสิ้น (๒.) สิ่งใดที่คงทนถาวร ให้ใช้เกณฑ์ราคา  คือ ถ้ามากกว่า ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นครุภัณฑ์  ถ้าต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นวัสดุ  ตัวอย่างที่ ๑ ซื้อยางรถยนต์ ๔ เส้น  เส้นละ ๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน  ๒๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นวัสดุ เพราะยางรถยนต์นั้นเสื่อมสภาพได้  ตัวอย่างที่ ๒  อบต.ซื้อโต๊ะ ๔,๕๐๐ บาท เป็นสิ่งของคงทนถาวร แต่ราคาไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นวัสดุ เพราะราคาต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท  ตัวอย่างที่ ๓  กรณีสิ่งของหลายชิ้นตามปกติประเพณีให้ดูว่าการใช้เป็นชุดหรือไม่ เช่น โต๊ะรับแขกเป็นชุดไม่สามารถแยกใช้งาน ให้นับราคาเป็นชุด ถ้าเกิน ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นครุภัณฑ์ (โดยให้รวมค่าขนส่ง ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย)  การพิจารณาค่าซ่อมเป็นครุภัณฑ์หรือค่าใช้สอย ใช้เกณฑ์พิจารณา คือ ถ้าค่าซ่อมเกิน ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นครุภัณฑ์  ถ้าต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ให้ถือเป็นค่าใช้สอย 

ประเด็นการโอนงบประมาณ
-   หลักพิจารณาการโอนงบประมาณให้พิจารณาข้อยกเว้นก่อน(ข้อ ๒๗ อำนาจสภา) ถ้าหากไม่เข้า (ข้อ ๒๗) แล้ว ให้ถือเป็นอำนาจของนายก (ข้อ ๒๖ หลักทั่วไปทันที)  เพราะมีแค่ ๒ ข้อ
-   กรณี โอนข้อ ๒๗ การโอนเข้าโอนออกในหมวดครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง ถ้าไม่เป็นการโอนเข้าออกหมวดครุภัณฑ์ให้พิจารณาเป็นอำนาจนายกทันที และต้องเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งด้วย คือ (๑) การโอนที่มีผลกระทบกับลักษณะ ปริมาณคุณภาพ   (๒) โอนรายการใหม่ในหมวดที่ดินสิ่งก่อสร้าง ตัวอย่างที่ ๑ เทศบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณค่าซ่อมบำรุงเกิน ๕,๐๐๐ บาท ไว้หมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินสิ่งก่อสร้าง  จึงได้โอนงบประมาณเข้าไปตั้งเป็นรายการใหม่ในหมวดค่าครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง ประเภทค่าบำรุงซ่อมแซมครุภัณฑ์เกิน ๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นอำนาจสภา เพราะเป็นการตั้งรายการใหม่ในหมวดค่าครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง ตัวอย่างที่ ๒ เทศบาลตั้งงบประมาณค่าบำรุงซ่อมแซมครุภัณฑ์เกิน ๕,๐๐๐ บาท ในหมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินสิ่งก่อสร้างไว้แล้ว แต่ไม่เพียงพอจ่าย จึงโอนเงินงบประมาณไปเพิ่มเติม ถือเป็นอำนาจนายก เพราะไม่ใช่เป็นการตั้งจ่ายรายการใหม่ในหมวดค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง และการโอนดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับลักษณะปริมาณคุณภาพ (คำว่าปริมาณเพิ่มหรือลดนั้นให้ดูงบประมาณที่ตั้ง)ตัวอย่างที่ ๓ ตั้งงบประมาณครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เป็นชุดไว้จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๐ ชุด ระหว่างปีจำเป็นต้องฝึกทบวนความรู้อบรมอปพร. จึงได้มีการโอนเงินไปเป็นค่าฝึกอบรมอปพร.จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นอำนาจสภา เนื่องจากเป็นการโอนออกจากค่าครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มีผลต่อลักษณะคุณภาพปริมาณ เพราะส่งผลให้จะต้องซื้อคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ไม่ครบจำนวน ๑๐ ชุดตามข้อบัญญัติ ตัวอย่างที่ ๔ ในระหว่างปี ได้รับพนักงานเพิ่ม ๒๐ คน จึงจัดซื้อเก้าอี้และโต๊ะ ๒๐ ชุด โดยโอนรายการจากครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เป็นชุดไว้จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท มาตั้งเป็นรายการใหม่ในค่าเก้าอี้และโต๊ะจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นอำนาจสภา  เพราะเป็นการตั้งจ่ายรายการใหม่ในหมวดครุภัณฑ์ที่ดินสิ่งก่อสร้าง ตัวอย่างที่ ๕ กรณีโอนค่าครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ในส่วนที่เหลือจ่าย (เดิมตั้งไว้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่สอบราคาจัดซื้อไป ๑๖๐,๐๐๐ บาท เหลือจ่าย ๔๐,๐๐๐ บาท)   ไปตั้งจ่ายในหมวดค่าใช้สอย รายการฝึกอบรมอปพร. ๔๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นอำนาจนายก เพราะได้โอนออกจากหมวดค่าครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง แต่ไม่ได้กระทบกับปริมาณคุณภาพ และเป็นการโอนเป็นรายการใหม่ ในหมวดค่าใช้สอย ไม่ใช่รายการใหม่ในค่าครุภัณฑ์ แต่ถ้าโอนเงินเหลือจ่าย ๔๐,๐๐๐ บาท โดยโอนเป็นค่าครุภัณฑ์(โทรทัศน์) เพื่อบริการประชาชน ถือเป็นอำนาจสภา เพราะโอนไปตั้งรายการใหม่ในหมวดค่าครุภัณฑ์ และมีผลคือปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างที่ ๖ กรณีจัดซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน ๑ เครื่อง วงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท  แต่เวลาจะซื้อราคาขาย ๑๔๐,๐๐๐ บาท เหตุคือเงินไม่พอ จะต้องโอนเงินเหลือจ่ายจากค่าคอมพิวเตอร์ ๔๐,๐๐๐ บาทดังกล่าวมาเพิ่มอีกเป็น ๑๔๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นอำนาจนายกเพราะไม่เป็นการตั้งรายการใหม่ และไม่มีผลกระทบต่อปริมาณคุณภาพ หรือทำให้เครื่องถ่ายเอกสารนั้นเพิ่มขึ้นอีก ๑ เครื่อง แต่อย่างใด (คำว่าปริมาณเพิ่มหรือลดดูงบประมาณที่ตั้งในข้อบัญญัติเป็นหลัก)
-   กรณีเงินสำรองจ่าย โอนได้ เมื่อไม่จำเป็นจะใช้ เช่นปลายปีงบประมาณแล้วคาดว่าไม่ได้ใช้อย่างแน่นอน ก็สามารถโอนได้

ประเด็นการจ่ายขาดเงินสะสม (ข้อ ๘๙)
-   เงื่อนไข (ข้อ ๘๙) สภาท้องถิ่นอนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมได้ ต้องเข้าลักษณะบริการชุมชน กิจการเพิ่มพูนรายได้ บรรเทาความเดือดร้อน จำเป็นเร่งด่วน และความจำเป็นเร่งด่วนนั้น จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่องค์กรปกครองท้องถิ่นได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีเสร็จแล้วตัวอย่างที่ ๑  มีอบต.ที่จังหวัดนครราชศรีมา จ่ายขาดเงินสะสมซื้อรถขยะ เดือนมิถุนายน สตง.ท้วงว่าทำไมไม่ตั้งในแผนพัฒนา และตั้งงบประมาณก่อน จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร อีกทั้งสามารถแบ่งจ่ายก็ได้กรณีเงินไม่พอ (ตั้งงบกลางภาระหนี้ผูกพันไว้) สตง.จึงเรียกเงินคืน   ตัวอย่างที่ ๒ อบต.ที่นราธิวาส เมื่องบประมาณประกาศใช้แล้ว   ปกติปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมารถขนขยะก็เพียงพอ  แต่เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๕ รถขยะโดนวางระเบิด (เดิม ๔ คัน โดนวางระเบิดไป ๑ คัน เหลือ ๓ คัน ต้องซื้อเพิ่ม ๑ คัน) อบต.ที่นราธิวาส ให้เหตุผลการซื้อรถขยะว่าเพื่อให้เพียงพอต่อการจัดเก็บขยะ  หากปล่อยให้ทิ้งไว้นาน ขยะจะล้นหมู่บ้านตำบลได้  ดังนั้น สตง.จึงไม่เรียกเงินคืน

ประเด็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น
-   การตั้งงบประมาณต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ หากตั้งไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ถึงแม้จะเบิกจ่ายถูกต้อง ถือว่าผิดไปตั้งแต่ต้น โดนเรียกเงินคืนทุกกรณี  เช่น พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ (มาตรา ๑๖) กำหนดว่าท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่จัดบริการสาธารณะ ตัวอย่างที่ ๑ อบต.ที่ภาคเหนือ ได้อุดหนุนงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนสพฐ. สตง.เรียกเงินคืน ชี้ว่าการจัดการสาธารณะนั้นซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะถือว่ามีหน่วยงานรัฐคือ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบอยู่ ถึงแม้จะอยู่ในอำนาจหน้าที่แต่ท้องถิ่นจะต้องได้รับโอนตามมาตรา ๓๐ (๒) เสียก่อน โดยกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนสพฐ.ได้ ตัวอย่างที่ ๒ การสงเคราะห์ประชาชน มีเทศบาลที่ภาคอีสาน สงเคราะห์ศพของผู้สูงอายุชาวบ้าน ๒,๐๐๐ บาท สตง.เรียกเงินคืน เพราะถือว่าการสงเคราะห์ศพนั้น จัดเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการสังคม แต่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้เทศบาล  ดังนั้น ก็ยังไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเทศบาล 
-   อำนาจหน้าที่ของ อบจ.  ๑. กฎหมายจัดตั้ง พรบ.อบจ.   ๒. พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ หน้าที่ของ อบจ. ต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่เกินศักยภาพของอบต.และ เทศบาลในเขตจังหวัด หรือกิจกรรมที่เป็นภาพรวมทั้งจังหวัด หรือกิจกรรมที่มีผู้ได้รับประโยชน์เกิน ๑ แห่งขึ้นไป ตัวอย่างที่ ๑  อบจ.ภาคใต้ กรณีส่งเสริมการศึกษา โดยได้อุดหนุนงบประมาณหรือเข้าไปก่อสร้างห้องสมุดในเขตเทศบาล เพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง สตง.เรียกเงินคืน  ชี้ว่าไม่ใช่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เทศบาลในพื้นที่ก็ทำได้เองอยู่แล้ว และไม่ใช่กิจกรรมในภาพรวมของจังหวัด  เพราะทำเพียงแห่งเดียว แต่ถ้าทำเหมือนกันในภาพรวม คือ ถ้าก่อสร้างห้องสมุดในเทศบาลทุกแห่ง หรือ นำร่องอำเภอละแห่งทั้งจังหวัดในภาพรวม  อบจ.ถึงจะทำได้   ตัวอย่างที่ ๒ อบจ.ภาคกลาง กรณีการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน โดยได้จัดซื้อสื่อการเรียนการสอนให้อบต.ในพื้นที่เพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง  สตง.เรียกเงินคืน  ได้ชี้ว่าไม่ใช้เป็นไปในลักษณะภาพรวม หรือในลักษณะอำเภอละหนึ่งโรงเรียนนำร่อง  จะทำได้ต้องเป็นลักษณะในภาพรวมทุกอำเภอทั้งจังหวัด ตัวอย่างที่ ๓  เทศบาลกับอบต.ในภาคกลาง ๒ แห่งมีเขตติดต่อกัน โดยใช้คลองในการแบ่งเขตพื้นที่  แต่เพื่อป้องกันน้ำท่วม จำเป็นจะต้องขุดลอกคลองดังกล่าว เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยใช้งบประมาณจำนวนมากหลายร้อยล้านบาท  จึงเป็นภารกิจเกินศักยภาพของอบต.และเทศบาล  ดังนั้น จึงทำให้อบจ.เข้ามาเป็นผู้ดำเนินงานโครงการขุดลอกคลองดังกล่าว สตง.ไม่เรียกเงินคืน เพราะถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของอบจ. เนื่องจากมีผู้รับประโยชน์ตั้งแต่ ๒ แห่งขึ้นไป
-   อำนาจหน้าที่ของเทศบาลและอบต.  (๑.) กฎหมายจัดตั้ง พรบ.เทศบาล และ พรบ.อบต.  (๒.) พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ กรณีเทศบาลกับอบต.ส่วนใหญ่ กฎหมายจัดตั้งให้อำนาจหน้าที่ทำได้หมด แต่ส่วนใหญ่จะไปดูอำนาจหน้าที่มาจาก  (มาตรา ๑๖) แห่งพรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจฯ  ซึ่งที่จริงแล้วจะกำหนดอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น  แบบมีเงื่อนไขไว้ว่า เจตนารมณ์นั้นหากมีหน่วยงานรัฐอื่นรับผิดชอบหลักอยู่ด้วย การที่เทศบาลหรืออบต.จะถือเป็นหน้าที่ได้ จะต้องได้รับการถ่ายโอนภารกิจและกำหนดขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบจากรัฐชัดเจนก่อน ถึงจะทำได้  ตัวอย่างที่ ๑ หน้าที่ป้องกันระงับโรคติดต่อ แต่ไม่สามารถอุดหนุนก่อสร้างอาคารสถานีอนามัยได้ สตง.เรียกเงินคืน แต่ถ้าได้รับการถ่ายโอนสถานีอนามัยแล้วจึงจะทำได้   ตัวอย่างที่ ๒  นายกมีการสั่งให้อปพร.ไปลาดตระเวรในอุทยานแห่งชาติ และเบิกค่าตอบแทนให้ สตง.เรียกเงินคืน เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจ ยังเป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติอยู่

ประเด็นงบประมาณและการเบิกจ่าย
-   ระเบียบงบประมาณ  (ข้อ ๑๖)  การตั้งงบประมาณเพื่อเป็นรายจ่ายได้ ต้องเป็นไปตามหนังสือสั่งการและระเบียบกำหนด หากไม่ได้มีหนังสือสั่งการ และระเบียบกำหนดไว้ก็ตั้งไม่ได้
-   ระเบียบเบิกจ่ายเงิน  (ข้อ ๖๗)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหนังสือสั่งการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้เท่านั้น หากไม่ได้มีหนังสือสั่งการ และระเบียบกำหนดไว้ก็ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้
-   ให้อปพร.มาปฏิบัติหน้าที่ ให้เบิกจาก หมวดค่าตอบแทนเท่านั้น  นอกจากอปพร. หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายได้นั้น ให้เบิกเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการแทน เช่น อสม. ตำรวจบ้าน ชรบ. อพป. ผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนด กระทรวงมหาดไทย จึงมีหนังสือซักซ้อมจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางราชการ โดยให้นายกออกคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ราชการแก่ท้องถิ่น โดยถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หากไปราชการ ๑๒ ชั่วโมงขึ้นไปค่าเบี้ยเลี้ยง ๒๔๐ บาท  สำหรับกรณีอปพร. นายกตั้งออกคำสั่งโดยออกทั้งสองชื่อ คือคำสั่งผอ.ศูนย์ด้วยในการปฏิบัติหน้าที่ และในนามของนายกอปท. เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า ๘ ชั่วโมง จำนวน ๒๐๐ บาท สรุปเวลาออกคำสั่งต้องใส่ ๒ ชื่อ คือ นายก/ผอ.ศูนย์ (ปฏิบัติหลายภารกิจ เช่น ตอนเช้าอยู่หน้าโรงเรียน ๒ ชั่วโมง ตอนบ่ายอยู่ที่ตลาดอีก ๔ ชั่วโมง ตอนเย็นมาที่โรงเรียนอีก ๒ ชั่วโมง ก็ได้ ขอให้เซ็นชื่อครบ ๘ ชั่วโมง) 
-   สั่งให้ อปพร. อสม. ตำรวจบ้าน ชรบ อพป. ฯลฯ ไปทำงานภาคเอกชนไม่ได้ เช่น อำนวยการจราจรรักษาความเรียบร้อยในงานบวช งานแต่ง งานศพ งานรับปริญญา สตง.เรียกเงินคืน หากจะรับ ต้องให้เจ้าภาพงานเป็นคนจ่าย เพราะเงินที่จ่ายดังกล่าว เป็นเงินจากภาษีประชาชนส่วนรวม
-   สตง.อาจเรียกเงินคืนได้ กรณีการจ่ายเงินไม่ประหยัดหรือไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ สตง.ใช้อำนาจตามระเบียบว่าด้วยวินัยทางการคลัง  ตัวอย่างเช่น  อบต.สั่งให้อปพร.อยู่เวรวิทยุ ๔ คน เกินความจำเป็น โดยทำงาน ๘ ชั่วโมง จ่ายเงินคนละ ๒๐๐ บาท รวม ๔ คน เป็นเงินวันละ ๘๐๐ บาท  สตง.ให้ข้อสังเกตว่า วิทยุเครื่องเดียวทำไมใช้คน ๔ คน “เกินจำเป็น”  แต่หากภาวะไม่ปกติ เช่นกรณีมีภัยพิบัติฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสั่งใช้อปพร.ได้ไม่จำกัดจำนวน
-   อบต.ที่จังหวัดนราธิวาส ได้มีนายกสั่งให้อปพร.ไปลาดตระเวรตามหมู่บ้านร่วมกับทหาร ตำรวจในพื้นที่  แต่สตง.ชี้ว่าไม่ใช้ อปพร. ไม่ใช่ ตชด. ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้  แต่อบต.ที่จังหวัดนราธิวาส ชี้แจงว่า อปพร.เป็นคนในพื้นที่ สามารถช่วยสังเกตคนแปลกหน้าได้ และสามารถช่วยเหลือตำรวจ ทหารในการตรวจตราระวังความปลอดภัยแก่ชาวบ้าน  สตง.เห็นว่ามีเหตุผลหักล้างข้อทักท้วงได้ จึงไม่เรียกเงินคืน เพราะถือว่าการสั่งใช้อปพร.นั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นของพื้นที่ด้วย
-   กรณี อปพร.บาดเจ็ดเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้เบิกจ่ายจากพรบ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือปฏิบัติหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.๒๕๔๓  ยกเว้น ประมาทเลินล่ออย่างร้ายแรงเบิกไม่ได้ (๑.) จ่ายเงินชดเชย ให้จ่ายเป็นก้อนในอัตรา ๓๐ เท่าของอัตราเงินเดือนซี ๓ ขั้นต่ำสุด ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราเงินเดือนซี ๓ เท่ากับ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้คูณ ๓๐ เท่า คิดเป็นเงิน  ๔๕๐,๐๐๐  บาท โดยจ่ายให้แก่ทายาท  (๒.) เงินสงเคราะห์รายเดือนกรณี   ทุพลภาพ จ่ายเดือนละ ๔,๐๐๐ บาทไปจนกว่าจะเสียชีวิต  (๓.) ค่ารักษาพยาบาลจ่ายกี่ครั้งก็ได้ แต่จ่ายครั้งละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (๔.) ค่าทำศพ  สำหรับวิธีการขอรับเงินนั้น ให้แจ้งที่อำเภอ ให้ปลัดอำเภอสอบข้อเท็จจริง นายอำเภอส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และไปเบิกจากกรมบัญชีกลาง (คลังจังหวัด) ไม่ใช่เบิกจ่ายจากท้องถิ่น  สิทธิการขอรับเงินให้อายุความนับภายใน ๒ ปี  นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิรับทราบ
-   รายจ่ายงบกลาง ประเภทตามข้อผูกพัน ชำระเงินกู้ ห้ามแปรลดงบประมาณ เว้นแต่เงินสำรองจ่าย แปรลดได้ตามจำเป็น  (เงินทุนการศึกษาปริญญาโท ปริญญาตรี ต้องตั้ง ไม่ตั้งไม่ได้)
-   เงินสำรองจ่าย ตามหนังสือสั่งการเรื่องการซักซ้อมการจัดทำงบประมาณประจำปี ๒๕๕๖ กำหนดไว้ตั้งให้เพียงพอกับสาธารณะภัยและภัยพิบัติฉุกเฉิน โดยห้ามโอนไปอย่างอื่นเด็ดขาด ถ้านำไปทำอย่างอื่นก่อนเกิดภัยพิบัติ ถือว่าผิดวินัยการเงินการคลัง ยกเว้น ถ้าล่วงเลยในระหว่างปีงบประมาณไปแล้ว แต่ไม่เกิดภัยพิบัติ และมีความจำเป็นต้องโอนเงินสำรองจ่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถโอนเงินสำรองจ่ายได้   สำหรับภัยพิบัตินั้น มี ๒ กรณี คือ กรณีผู้ว่าประกาศ กับกรณีภัยพิบัติที่ผู้ว่าไม่ได้ประกาศ ซึ่งท้องถิ่นสามารถช่วยเหลือได้  วิธีการคือ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นให้ท้องถิ่นจ่ายจากเงินสำรองจ่าย งบกลางเท่านั้น หากเงินสำรองจ่ายไม่พอจ่าย ก็ให้โอนเงินที่เหลือจ่ายมาตั้งจ่าย แต่หากไม่พอจ่ายอีกให้โอนเงินจากหมวดที่ไม่มีความจำเป็นมาตั้งจ่ายให้เพียงพอ แต่ถ้าหากไม่พอจ่ายอีกก็ให้จ่ายขาดเงินสะสมได้ (ห้ามกระทำการข้ามขั้นตอนเด็ดขาด เช่น การนำเงินสะสมไปจ่ายก่อน) 
-   เงินทุนป.ตรี และป.โท    บรรจุวันเดียวขอรับทุนได้ไม่จำเป็นต้องผ่านทดลองงานผู้บริหารท้องถิ่นก่อนหมดวาระ ก็สามารถขอรับทุนได้ หรือ หมดวาระไปแล้วก็ยังรับทุนต่อได้จนกว่าจะเรียนจบ เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับทุนแล้ว ก็สามารถเรียนได้ทั้งของรัฐและของเอกชน กรณีใช้ทุนตัวเองเรียนแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเบิกจากท้องถิ่นได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขว่าถ้าท้องถิ่นประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับทุนก่อนการรับลงทะเบียนเรียนแล้วเท่านั้น ตามปีปฏิทินการศึกษา ให้ถือตามหนังสือ ว ๒๔๒๘ , ว ๑๘๒๙ โดยแยกจ่าย ป.โท ปีงบประมาณละ ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ปีการศึกษาไม่สอดคล้องงบประมาณ เช่นจ่าย ๓ ครั้ง เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท เกินมา ๓๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ให้นำเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทนั้น  ไปเบิกในปีถัดไปได้  ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้วก็ตาม โดยให้ทำหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ตามที่ระเบียบระบุว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นปีใด เบิกได้เฉพาะปีนั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ
-   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจัดบริการสาธารณะเฉพาะกิจการได้ในเขตพื้นที่ของตนเองเท่านั้น   ถ้านอกเขตต้องมีการตกลงไว้ หรือต้องมีภัยพิบัติเท่านั้น
-   การจ้างเหมาบริการต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ซึ่งกรมส่งเสริมกากรปกครองท้องถิ่นได้แนะนำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือปฏิบัติตามหนังสือสั่งการที่ มท ๐๓๑๓.๔/ว๑๔๕๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ นัยคือ ๑. การจ้างเหมาบริการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการไม่รวมถึงบ้านพักของทางราชการ ๒. การจ้างเหมาทำความสะอาดอาคารที่ทำการ ๓.การจ้างเหมาดูแลรักษาต้นไม้หรือสวนหย่อม ๔.การจ้างเหมาอื่นๆ ที่เป็นกิจการในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕. ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอัตราอยู่แล้ว

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์โกมินทร์ อินทร์จรัสพงษ์  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ให้ความรู้และเป็นวิทยาทานแก่ผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น มา ณ ที่นี้ครับ    จากนายพรพรหม  พรหมพิจารณ์ ประธานชมรมผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕
[/size
]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 17, 2012, 09:13:36 AM โดย อ๊อด »